ปลูกกะหล่ำปลีอย่างไร ให้เหมาะกับอากาศบ้านเรา

ปลูกกะหล่ำปลีอย่างไร ให้เหมาะกับอากาศบ้านเรา

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ พบกันอีกเช่นเคย สําหรับวันนี้สังคมออนไลน์จะพาเพื่อนๆมาปลูกกะหลํ่าปลีพันธุ์เบา สำหรับอากาศบ้านเราแล้ว ปลูกอย่างไรให้ได้หัวใหญ่สมบูรณ์

กะหล่ำปลี เป็นพืชเศรษฐกิจอีกชนิดที่น่าสนใจมาก เพราะเป็นส่วนประกอบของอาหารหลายอย่าง เนื่องจากมีคุณค่าในทางอาหารสูง มีรสชาติดี หวานกรอบ รับประทานได้ทั้งดิบและสุก มีอายุการเก็บรักษาได้นาน และทนทานต่อการขนส่งพอสมควร

สามารถปลูกได้ในดินแทบทุกชนิด แต่จะให้ผลผลิตสูงในดินที่มีสภาพร่วนปนทรายระบาย น้ำได้ดี
ความเป็นกรด-ด่างของดิน (pH) อยู่ในช่วง 6.0 – 6.8 (ศึกษาการปรับค่า pH ที่นี่)
อุณหภูมิที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโต 22 – 25 องศาเซลเซียส ควรได้รับแสงแดดตลอดทั้งวัน

การเตรียมเมล็ดก่อนเพาะ

เลือกเมล็ดที่มีคุณภาพ มีเปอร์เซ็นต์การงอกสูง ปลูกแบบเบาจะได้ผลดีที่สุด เพราะเป็นที่ไม่ต้องการอากาศหนาวมากนัก มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้น กะหล่ำปลีเบาที่ปลูกได้ผลดีมีหลากหลาย

การเตรียมดิน

แปลงเพาะกล้า ให้ขุดไถลึกประมาณ 15 – 20 เซนติเมตร กว้าง 1 เมตร ส่วนความย าวแล้วแต่ความต้องการของเรา ตากดินไว้ ประมาณ 5 – 7 วัน จากนั้นใส่ปุ๋ ย คอกหรือปุ๋ ย หมักที่สลายตัวได้ดี อัตรา 2,000 กิโลกรัม / ไร่ และใส่ปุ๋ ย สูตร 15-15-15 อัตรา 30 กิโลกรัม /ไร่ คลุกเคล้าให้เข้ากับดินจากนั้นย่อยหน้าดินให้ละเอียด

แปลงปลูก

ส่วนใหญ่ที่นิยมปลูกในไทยเป็นเบาที่มีระบบรากตื้น จึงควรเตรียมดินลึกประมาณ 18 – 20 เซนติเมตร ตากดินไว้ประมาณ 5 – 7 วัน ควรใส่ปุ๋ ย คอกหรือปุ๋ ย หมักลงไปด้วยเพื่อปรับปรุงสภาพของดิน จากนั้นย่อยหน้าดินให้มีขนาดเล็กลงแต่ไม่ถึงกับละเอียดจนเกินไป แล้วถ้าดินเป็นกรดควรใส่ปูนขาวลงไปเพื่อปรับสภาพดินให้มีความเหมาะสมต่อการปลูกกะ หล่ำปลี

การเพาะกล้า

หลังเตรียมแปลงเสร็จให้หว่านเมล็ดกะหล่ำปลีให้กระจายทั่วแปลง หรือถ้าให้เป็นแถวอาจจะทำร่องลึกประมาณ 1 เซนติเมตร ห่างกันแถวละ 15 เซนติเมตร แล้วโรยเมล็ดลงในร่องหว่านกลบเมล็ดด้วยปุ๋ ย หมักหรือดินละเอียด จากนั้นรดน้ำให้ชุ่มแล้วคลุมด้วยฟางแห้งบางๆ หลังจากต้นกล้างอกได้ 15 – 20 วัน ให้เลือกถอนต้นที่ไม่สมบูรณ์ออกและให้ทิ้งระยะห่างต้น 10 เซนติเมตร จนกระทั่งอายุประมาณ 25 – 30 วัน จึงย้ายไปปลูก

การปลูก

เวลาย้ายควรย้ายในช่วงเวลาบ่ายๆ ถึงเย็น ตอนย้ายควรให้ดินติดรากมาด้วยและต้องระวังไม่ให้รากขาด แล้วรีบนำล งปลูกจากนั้นกดดินรอบโคนให้แน่นทันทีก่อนรดน้ำใ ห้ชุ่ม เมื่อปลูกเสร็จแล้วควรทำร่มบังแดดให้ในวันรุ่งขึ้น อาจใช้กะลาครอบ หรือใช้ไม้บังรอบๆก็ได้ ควรปิดบังแดดไว้ประมาณ 3 – 4 วัน ค่อยเอาออก

การดูแลรักษา

การให้ปุ๋ ย
เมื่อปลูกได้ราว 15 วัน ใส่ปุ๋ ย จำพวกไนโตรเจน เช่น ยูเรีย 46% (46-0-0) หรือแอมโมเนียมซัลเฟต 21% (21-0-0) ให้ต้นละ 1 ช้อนชา ปุ๋ ย จำพวกนี้จะช่วยให้ใบงาม

เมื่อปลูกได้ 30 วัน ทำการพรวนดินรอบ ๆ โคนต้น ใส่ปุ๋ ย สูตร 12-8-8 ต้นละ 2 ช้อนชา หรือใส่ปุ๋ ยคอก ปุ๋ ยหมักแทน ต้นละ 1 กำมือ กลบดิน แล้ววันรุ่งขึ้นค่อยรดน้ำ

การให้น้ำ

ควรรดน้ำอย่างสม่ำเสมอ วันละ 1 – 2 ครั้ง ในระยะแรกให้รด น้ำด้วยการฉีดเป็นฝอยในช่วงเช้าและเย็นทุกวัน จนกระทั่งหัวเริ่มเข้าปลีให้ลดปริมาณการรด น้ำลงเพื่อป้องกันไม่ให้หัวปลีแตกและไม่ห่อหัว โดยปกติถ้าไม่รด น้ำม ากจนเกินไปก็จะไม่มีปัญหาเรื่องการเข้าหัวของปลีมากนัก

การเข้าปลี

ในบางครั้งถ้ากะหล่ำปลีหลวม ห่อหัวไม่แน่นเราก็จำเป็นที่จะต้องให้อาหารเสริมบ้าง อย่างเช่น อาหารเสริมพื ช นำไปผสมน้ำแล้วพ่นทุกๆ 7 วัน จะทำให้กะหล่ำปลีห่อหัวแน่นและมีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น

การเก็บเกี่ยว

ถ้าเป็นกะหล่ำเบาเราจะเก็บเกี่ยวได้ตอนอายุประมาณ 50 – 60 วัน โดยใช้มีดที่คมตัดบริเวณส่วนโคน ซึ่งกะหล่ำปลีจะมีน้ำหนักประมาณ 1-2 กิโลกรัม/ต้น การเก็บในระยะที่เหมาะสมจะได้หัวที่สมบูรณ์ ถ้าเก็บขณะอ่อนเกินไปจะไม่แน่น จะเสียขนาดและน้ำหนัก แต่ถ้าทิ้งไว้นานเกินไปจะหลวม ทำให้คุณภาพของหัวกะหล่ำปลีลดลง เสียรสชาติ ไม่ได้ราคา ฉะนั้นเวลาเก็บเกี่ยวควรสังเกตหัวที่แน่นจะดีที่สุด

เพื่อนๆท่านใดสนใจวิธีการปลูก สามารถนําไปเป้นแนวทางได้เลยนะคะ เพราะจะได้ผลดีและสามารถสร้างรายได้อีกทาง

เรียบเรียงโดย สังคมออนไลน์

แหล่งที่มา jo-workman

Facebook Comments